วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีง่ายๆ ปิดแจ้งเตือนส่งเกมส์ ผ่าน Facebook

วิธีง่ายๆ ปิดแจ้งเตือนส่งเกมส์ (ทีละเกมส์)

(โดยไม่ต้องลบเพื่อน เพื่อนไม่เคือง ไม่เคืองเพื่อน ไม่มีใครเดือดร้อน ไม่ต้องเถียงกันนะ ^0^)

(ทำบนคอมพิวเตอร์)


1. ไปที่การแจ้งเตือน (รูปลูกโลก)
2. ไปที่เกมส์ที่เพื่อนส่งมา ไปที่ขอบขวาเอาเมาส์ไปชี้ จะปรากฏ X กดปิด
3. คอนเฟิร์ม ด้วยการ "ปิด" อีกครั้ง
4. ระบบแจ้งว่าเราจะไม่ได้รับการแจ้งเตือนเกมส์นั้นๆ อีกต่อไป



วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

รวม Wallpaper Windows 8 สวยๆ กว่า 88 แบบ

รวม Wallpaper Windows 8 สวยๆ กว่า 88 แบบ

เห็นช่วงนี้กระแสของ Windows 8 กำลังมาครับ เลยขอเอาของฝากเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ Windows 8 มาแนะนำสักหน่อย เป็นภาพพื้นหลังหรือ Wallpaper ของ Windows 8 (แต่ Windows หรือ OS อื่นๆ จะเอาไปใช้ด้วยก็ได้) ที่มีมาให้เลืิอกทั้งหมดมากกว่า 88 แบบ ไม่ว่าจะเป็น Original Wallpaper ที่มาจากไมโครซอฟต์ หรือแบบที่แฟนๆ ช่วยกันทำออกมา แต่ละแบบสวยๆ ทั้งนั้นครับ เลือกชมตัวอย่างเพียงบางส่วนกันได้ด้านล่างนี้ครับ :)


Wallpaper Windows 8 (Official)


ดาวน์โหลด Wallpaper ของ Windows 8 อย่างเป็นทางการได้ที่


Wallpaper Windows 8 Fanmade
ด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างของ Wallpaper Windows 8 ที่แฟนๆ ได้ทำและส่งมาแชร์กันครับ ทมีทั้งหมดมากกว่า 88 แบบ ใครสนใจก็ตามไปโหลดได้จากลิงก์ด้านล่างครับ








>> ดาวน์โหลด 88 Wallpaper Windows 8

ที่มา : http://www.9tana.com/node/88-wallpaper-windows-8/


Windows 7, XP อยากมีหน้าจอ Metro (Modern Screen) เหมือน Windows 8 บ้าง ?

Windows 7, XP อยากมีหน้าจอ Metro (Modern Screen) เหมือน Windows 8 บ้าง ? …ใช้โปรแกรม “WinMetro” สิ


นอกจากระบบการทำงานภายในแล้ว สิ่งที่ทำให้ Windows 8 กับ Windows 7 ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ การที่ Windows 8 มีหน้าจอ Start Screen หรือที่เราเรียกติดปากว่า หน้า Metro (ภายหลังไมโครซอฟต์เรียกว่า Modern) ที่รองรับกับหน้าจอสัมผัสหรือแท็บเล็ตได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

แต่ถ้าหากใครยังใช้ Windows 7 หรือ Windows XP อยู่ แล้วอยากมีหน้าจอ Metro แบบ Windows 8 บ้างหล่ะ จะทำอย่างไร ? วันนี้ผมมีโปรแกรมมาแนะนำครับ เป็นโปรแกรมเล็กๆ ที่จะช่วยให้ Windows 7, XP มีหน้าจอ Start Screen เหมือน Windows 8 สามารถเรียกใช้งานแอพหรือโปรแกรมต่างๆ ได้เหมือนไอค่อน และยังมีฟีเจอร์สำหรับดูปฏิทิม, สภาพอากาศ, ข่าว และราคาหุ้น ได้ผ่านหน้าจอนี้อีกด้วย ลองดาวน์โหลดไปเล่นกันได้ครับ ไม่เป็นพิษเป็นภัย หากไม่ถูกใจก็ลบออก ฟรี !!




Operating Systems Supported
  • Microsoft® Windows® 7 (32-bit and 64-bit)
  • Microsoft® Windows® Vista (32-bit and 64-bit)
  • Microsoft® Windows® XP (32-bit and 64-bit) with SP2/SP3

Hardware Requirements
  • 300GHz processor or faster processor
  • 30M of RAM
  • 15M of free hard disk space

ที่มา : http://www.9tana.com/node/winmetro/

วิธีซ่อน folder

วิธีซ่อน folder

1. คลิ๊กเปลี่ยนชื่อ folder (rename)
2. แทนที่จะพิมพ์ชื่อใด ๆ ให้กดปุ่ม ALT ค้างไว้ แล้วตามด้วยเลข 0160 จะได้ค่าว่างเปล่าแทนที่ชื่อ ปล่อยปุ่ม ALT (สิ้นสุดการใช้ตัวอักขระพิเศษ) แล้วกด Enter (สิ้นสุดการเปลี่ยนชื่อ)


3. ชื่อ folder จะกลายเป็น blank, แต่ยังคงมี icon รูป folder อยู่


4. click ขวาที่รูป folder, เลือก Properties, Customomize, Change Icon...
5. เลื่อนหา icon ที่เป็นรูปว่างเปล่า แล้ว OK, OK ออกไป


6. คราวนี้ ทั้งชื่อ และ icon folder หายไปแล้ว ถ้าต้องการเข้าไปใน folder นี้ ก็ให้ใช้ mouse ลากคลุมในตำแหน่งของ icon folder ก็จะมองเห็นว่ามันพลางตัวอยู่


เพิ่มเติม
1. ถ้าจะซ่อน ก็ควรไปซ่อนไว้ใน folder ซ่อน folder (กี่ชั้นก็ได้ ตามต้องการ) เพราะว่า folder ที่พลางตัวนั้นจะแสดง icon เป็นกรอบเปล่าให้เห็นเมื่อ folder ที่มันไปหลยอยู่นั้น ถูก view แบบ large icon
2. ถ้าเครื่องที่ใช้งานอยู่ ไม่สามารถกดปุ่ม ALT เพื่อเรียกตัวอักขระพิเศษได้ ให้ไปที่ Start, Run แล้วพิมพ์คำสั่ง charmap จะปรากฎตารางอักขระพิเศษขึ้นมา ให้เลื่อนหาช่องที่เป็นว่าง ๆ แล้ว click ที่ Select, Copy เพื่อมา Paste ตอนที่เราต้องการเปลี่ยนชื่อ folder เป็นค่าว่างเปล่าได้เหมือนกันครับ


ที่มา : http://www.it-guides.com/tips-computer/windows-tips/2004-hide-folder-0160

วิธีตั้ง Pin (ตัวเลข 4 ตัว) ให้ Windows 8 แทนการใช้ Password ล็อกอิน

วิธีตั้ง Pin (ตัวเลข 4 ตัว) ให้ Windows 8 แทนการใช้ Password ล็อกอิน


มีทิปเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนใช้ Windows 8 มาฝากครับ (ถ้าใครรู้แล้วก็ข้ามไปได้เลย) เป็นวิธีการตั้ง Pin หรือรหัสที่เป็นตัวเลข 4 ตัว เพื่อใช้ในการล็อกอินเข้า Windows 8 แทนการใช้รหัสผ่าน (Password) แบบเดิม ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้เราล็อกอินได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะบางทีการใช้รหัสผ่านอาจจะต้องพิมพ์ตัวอักษรเยอะกว่าใช้ Pin ที่มีเพียงตัวเลข 4 ตัว เหมาะสำหรับคนที่ใช้เครื่องส่วนตัวที่ไม่ต้องการความปลอดภัยอะไรมาก

หน้าจอสำหรับการล็อกอินด้วย Pin เมื่อกรอกรหัส 4 ถูกต้อง Windows จะทำการล็อกอินให้อัตโนมัติ ไม่ต้องกด Enter



วิธีตั้ง Pin (ตัวเลข 4 ตัว) ให้ Windows 8

เข้าไปที่หน้า Start Screen (Metro) คลิกตรงชื่อ Username ของเรา แล้วกด Change account picture


คลิกที่แท็บ User > Create a PIN



จะมีหน้าจอถามรหัสผ่านของเรา ให้กรอกไป


จากนั้นก็จะมีหน้าจอให้ตั้งรหัส Pin เป็นตัวเลข 4 หลัก กรอกให้ตรงกัน 2 ครั้ง


เป็นอันเสร็จการตั้งค่า Pin ให้ Windows 8 เพียงเท่านี้เวลาต้องการล็อกอินเข้าสู่ระบบก็สามารถใช้เพียงแค่ Pin ในการล็อกอินได้เลย

ส่วนรหัสผ่านเดิมของบัญชีเรานั้นก็ยังอยู่เหมือนเดิม เวลาต้องการล็อกอินเข้าสู่ระบบที่สำคัญๆ ก็สามารถใช้รหัสผ่านเดิมได้ และถ้าใครต้องการยกเลิก Pin ก็สามารถเข้าไปกด Remove Pin ได้ ในข้อ 2 ครับ

ที่มา : http://www.9tana.com/node/create-pin-windows-8/

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไมโครซอฟท์เปิดตัว Windows 8 วันที่ 26 ตุลาคมนี้


หลังจากที่ Microsoft เปิดให้ทดลอง Windows 8 Consumer Preview สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป และ Windows 8 Developer Preview ออกมาเมื่อปลายปีที่แล้ว ล่าสุดได้มีรายงานจากเว็บบล็อคของไมโครซอฟท์ ว่า สตีเวน ไซนอฟสกี ได้เตรียมเปิดตัวระบบปฏิบัติการตัวล่าสุดของ วินโดวส์ 8 จะเริ่มปล่อยให้ผู้ใช้อัพเกรดวันที่ 26 ตุลาคม 2012 โดยเจ้าตัว Microsoft Windows 8 จะแยกออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือ

- การอัพเกรดจากการใช้ระบบปฏิบัติการเดิมของไมโครซอฟท์ เดิมของ Microsoft ได้แก่ Windows 7, Windows Vista และ Windows XP สำหรับค่าอัพเกรดนั้นจะอยู่ที่ ราคา $39.99 หรือประมาณ 1,300 บาทไทย
- การติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 8 ลงบนคอมพิวเตอร์ เครื่องใหม่ สำหรับราคาของตัวนี้จะมาพร้อมแผ่น DVD Windows 8 ในราคา $69.99 หรือประมาณ 2,200 บาทไทย
นับว่าทาง Microsoft ลดราคาเจ้าตัว Windows 8 ลงมาอย่างมากเมื่อเทียบกับระบบปฏิบัติการที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น XP,Vista,7 ราคาค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ใช้หลายคนหันไปมองของละเมิดลิขสิทธ์ ข่าวไอที




เหตุผล 4 ข้อ ที่ควรใช้ HTML5

จากที่เราทราบกันว่าโลกนี้มันมี HTML5 เกิดขึ้นแล้ว และองค์กรใหญ่ๆในโลกไอทีก็ต่างสนับสนุน HTML5 ไม่ว่าจะเป็น Apple, Google หรือแม้กระทั่ง Microsoft และ Adobe โดยเฉพาะสำหรับ Microsoft ที่กำลังพัฒนา Windows 8 ซึงเป็นแบบ Metro ใช้ HTML5 ในการพัฒนาแอพ ยิ่งทำให้ HTML5 นั้นมีความสำคัญขึ้นอีกมากเลยทีเดียว

นอกจากนี้ HTML5 ยังมีส่วนช่วยในเรื่องของ SEO (Search Engine Optimization) ช่วยเรื่องของ Search ranking ให้ดีขึ้น และในเรื่องของการรองรับกับอุปกรณ์เช่น Mobile หรือ Tablet ได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มความเร็วในการประมวลผลในการโหลดเว็บไซท์ได้ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้สำคัญมากในปัจจุบัน

ซึ่งตัว HTML5 เองนั้นก็ไม่ได้เป็น HTML Standard ที่มาตัวคนเดียวโดดๆซะเมื่อไหร่ เพราะ HTML5 นั้นได้มีการทำงานร่วมกันกับ CSS3 (Cascading Style Sheets), JavaScript, Multimedia Codecs, และ SVG (Scalable Vector Graphics) ซึ่งจะทำให้มาตรฐาน HTML ดูเปลี่ยนแปลงไปมากในแง่ของการนำเสนอด้าน Multimedia ซึ่งนั่นส่งผลกระทบถึง Flash แน่นอน : )

1. เรื่องความเร็วในการดาวน์โหลด โดยเฉพาะสำหรับ Mobile users
ในเรื่องของ Web Design เราจะเห็น Gradient กันเยอะ ที่ใช้เป็น Background Effect หรือใช้ไล่สีกับตัวอักษรหรือกับสิ่งอื่นๆที่แสดงบนเว็บ เมื่อก่อน สมัยก่อนที่ HTML5 จะมี เราจะเห็นรูปแบบของการใช้ Gradient ที่ใช้เป็นรูปภาพแทน ซึ่งจะต้องโหลดมากกว่าที่ใช้ CSS3 ตกแต่งเอาในปัจจุบันที่มี HTML5 แล้ว ซึ่งในปัจจุบัน Browser หลักรุ่นล่าสุดทุกตัวรองรับ CSS3 ในส่วนของ Gradient แล้ว ซึ่งช่วยได้มากในเรื่องของการโหลดข้อมูล จากที่โหลดรูปมาเป็นโหลด Text แทน ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกับแบบดั้งเดิม การใช้ CSS3 ตกแต่ง Gradient จะใช้เพียงไม่กี่ร้อย Bytes แต่หากเป็น Image file แทนจะใช้ถึงพัน Bytes ซึ่งการโหลดมากน้อยนี่จะส่งผลกับพวก mobile เยอะครับ ทั้งค่าบริการที่ใช้ หากใครจ่ายเป็น Data รวมถึง Internet ทั่วๆไป แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือความเร็วครับ Data โหลดน้อยกว่า ก็เร็วกว่าครับ อีกทั้งยังสามารถควบคุมได้ง่ายกับหน้าจอหลากหลายขนาดด้วย ซึ่ง CSS3 จัดการได้หมด ในเรื่อง Responsive Design
สรุปของข้อนี้คือ การใช้ CSS3 มาแทนการใช้รูปภาพแบบดั้งเดิมโดยเฉพาะในส่วนของ Gradient ที่เป็นที่นิยมกัน ทำให้โหลดน้อยลง เร็วขึ้น ดูแลรักษาง่าย และ Port ใช้กับ Mobile ได้ง่ายขึ้น ส่วนสำหรับการจัดการแล้ว สะดวกมากสำหรับนักพัฒนาหรือโปรแกรมเมอร์ที่สามารถจัดการกับ Source Code ได้เลยโดยไม่ต้องพึ่งพา Graphic Designer หรือลดขั้นตอนการพัฒนาและการบำรุงรักษาได้มากขึ้นจากเมื่อก่อน เรื่องพื้นๆครับ แต่เห็นผลชัดเจน แค่เรื่องรูปภาพกับตัวหนังสือ

2. SEO ดีขึ้น
ต่อเนื่องจากเรื่อง CSS3 ที่ใช้การเขียน Code CSS แทนการใช้รูปภาพไปแล้ว จาก Code เราเห็นอะไร? เราเห็นความเป็น Semantic เราสามารถรู้ได้ว่า เว็บนี้มีสีสันเป็นอย่างไร ซึ่งนั่นก็สื่อความหมายแล้ว การที่ Text ต่างจาก Image file อย่างหนึ่งก็คือมันสามารถเข้ากับระบบ Source Code Control System (SCCS) ที่สามารถอ่านจากตัว Source Code ได้เลยซึ่งง่ายกว่าจากตัว Image file เนื่องจากสามารถเอามาแปลความหมายได้ง่ายกว่า อีกทั้งใน HTML5 ยังมี Tags ใหม่ๆมากมายที่ใช้สื่อความหมายสิ่งต่างๆที่อยู่บนเว็บ เช่น header, nav, section, aside, footer และอื่นๆ ซึ่งก็ช่วยให้สามารถอ่านได้ง่ายขึ้น มีความเป็น Semantic มากขึ้นกว่าเดิม ให้รู้ว่าส่วนไหนคืออะไร ทำหน้าที่อะไร

3. ความสามารถในเรื่องการสร้าง Animation, Graphics 2D, 3D บนเว็บ
จากที่เมื่อก่อนเราทราบกันดีว่า งานด้าน Multimedia การสร้าง Animation บนเว็บไซท์ หรือเล่น Video หรืออื่นๆที่เกี่ยวกับ Multimedia ไม่มีใครเกิน Flash จนแทบจะเรียกได้ว่า ยังไงก็โค่น Flash ไม่ลงเลยทีเดียว แต่ตอนนี้ HTML5 สามารถทำได้ ร่วมกับ SVG, CSS3 และ JavaScript ก็สามาถสร้าง Graphic Animation บนเว็บไซท์ได้เหมือนกัน หรือจะเป็นงาน Multimedia อื่นๆบนเว็บ ยกตัวอย่างการสร้างงานกราฟฟิกบนเว็บ จะสร้างใน Tag ชื่อ canvas ซึ่งสามารถสร้างได้ทั้งแบบ 2มิติ และ 3มิติ อีกทั้งปัจจุบันยังมี WebGL เข้ามาช่วยในเรื่องของสามมิติที่ทำงานบน canvas ของ HTML5 ทำให้เราทำอะไรได้อีกมากมาย สามารถเล่นเกมสามมิติบนเว็บได้ และอื่นๆอีกมากมาย สำหรับ Video ก็มี Tag คือ video และ audio มา ทำให้เราสามารถเล่นเพลงหรือเล่นวีดิโอบนเว็บได้โดยไม่ต้องพึ่ง Plugin Flash อีกต่อไป ถึงแม้ว่าปัจจุบันบางเบราว์เซอร์ยังไม่รองรับ Tags ที่เกี่ยวกับงานด้าน Multimedia มากนัก แต่ในอนาคตจะรองรับหมดแน่นอน อย่างน้อยที่สุด SVG ก็รองรับทั้งหมดกันทุกเบราว์เซอร์ซึ่งมีมานานแล้ว แต่หลังจากมี HTML5 เข้ามา มีลูกเล่นเพิ่มเติมขึ้นมามากมายที่เดียวสำหรับการเล่นกับสิ่งพวกนี้ ทั้ง CSS3 และ JavaScript เข้าไปเสริมเพิ่มเติมเข้าไป สนุกเลยครับ

4. ง่ายและสะดวกต่อการทำ Web Application โดยเฉพาะ Mobile Apps
จากคุณสมบัติของ HTML5 ที่ได้อ่านกันมาตั้งแต่ข้อแรก ทำให้เห็นว่ามันเหมาะสมกับทั้ง Web Application และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับ Mobile Apps ซึ่งก็สามารถ Build จากตัว HTML5 ได้เลย ซึ่งมี API หลายตัวที่รองรับเช่น PhoneGap, Sencha, jQuery Mobile และอื่นๆ หรือเราจะไม่ Build เป็น Native App ก็ย่อมได้ เนื่องจาก HTML5 ยังมีคุณสมบัติที่สามารถพัฒนาให้เป็นแบบ Responsive Design ได้ จากความสามารถของ CSS3 ซึ่งหากไม่เป็น Native App แล้วก็จะมีความได้เปรียบได้เรื่องของ Search Engine ที่จะหาเราเจอได้ เนื่องจากมันก็ยังมีคุณสมบัติเป็นเว็บอยู่ และสามารถเข้ากับ Mobile/Tablet ได้ อีกทั้งผู้ใช้ยังสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้อง Install เข้าไปก่อนเลย และยังง่ายต่อการพัฒนามากกว่า คุณสมบัติอีกตัวหนึ่งของ HTML5 ก็คือ Offline Web Apps ซึ่งสามารถทำงานแบบ Offline ได้อีกด้วย